เลี้ยงลูกยุคดิจิตอล ต้องระวังอะไรมากที่สุด

“พ่อแม่สมัยนี้หมกมุ่นกับการเลี้ยงลูกมากเกินไป ดูพ่อแม่สมัยก่อนสิ เลี้ยงดูกันแบบตามมีตามเกิด เรายังโตกันมาได้เลย”

หมอคิดว่าน่าจะมีคุณพ่อคุณแม่หลายท่านที่เคยได้ยินคำพูดในลักษณะนี้ ไม่ว่าจะมาจากคนเฒ่าคนแก่ จากเพื่อนบ้านหรือไม่ก็จากเพื่อนสนิทของคุณเอง ที่อาจจะมองว่าการเลี้ยงเด็กสมัยนี้ไม่น่าจะแตกต่างจากการเลี้ยงเด็กในสมัยก่อนสักเท่าไหร่

แต่จากประสบการณ์ในการทำงานของหมอ บวกกับการศึกษาประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของมนุษย์ในแต่ละยุคสมัย หมอพบว่าสิ่งเหล่านั้นมีผลทำให้การเลี้ยงเด็กในยุคสมัยปัจจุบันนี้ มีความแตกต่างจากสมัยก่อนมากทีเดียวค่ะ เพราะสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในชีวิตของเด็กๆ เมื่อเทียบกับสักเมื่อ 20-30 ปีก่อน ก็คือเรื่องของเทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโลยีในด้านการติดต่อสื่อสาร ที่เดี๋ยวนี้หากเด็กๆ วัยรุ่นของเราคิดถึงเพื่อนสักคน เขาก็คงจะไม่ได้เขียนจดหมายใส่ซองฝากบุรุษไปรษณีย์เอาไปส่งให้ และก็คงจะไม่ได้ไปยืนต่อคิวที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะตรงหน้าปากซอยเพื่อจะคุยกับเพื่อนของเขาอีกแล้ว แต่เพียงแค่นอนเล่นอยู่ที่บ้าน แล้วยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดแชทคุยกันหรือคุยกันแบบเห็นหน้าเห็นตาด้วย
video call จากแท็ปเล็ต ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีก็ได้คุยกันแล้วค่ะ

และถึงแม้ว่าการสื่อสารด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การใช้ social media จำพวก facebook, line, Instagram ฯลฯ จะทำให้ชีวิตของคนสมัยนี้สะดวกสบายมากขึ้นแค่ไหน หากนำไปใช้ในทางที่ผิด ก็อาจทำให้ชิวิตทั้งของตัวเองหรือคนรอบข้างมีปัญหาได้เหมือนกัน เช่น เด็กๆ บางคนเกิดความเครียดเนื่องจากถูกเพื่อนเอาเรื่องที่น่าอับอายของตนไปประจานใน social media จนตัดสินใจฆ่าตัวตาย หรือ เด็กๆ บางคนที่แอบติดต่อกับคนแปลกหน้าด้วยโทรศัพท์มือถือส่วนตัว จนถูกล่อลวงไปทำมิดีมิร้าย หรือถูกหลอกเอาเงินไป ก็มีอยู่ไม่น้อย

ดังนั้น เพื่อให้เด็กๆ ของเราสามารถใช้ชีวิตอยู่ในยุคดิจิตอลได้อย่างปลอดภัย และ ไม่ไปทำให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่น สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สมัยนี้ควรคำนึงถึงในการเลี้ยงลูกยุคนี้ ก็มีดังนี้ค่ะ

1. ควรสอนให้ลูกมีวิจารณญาน หรือที่เรียกว่า critical thinking

ซึ่งก็คือการสอนลูกให้รู้ว่าข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่มากมายในอินเทอร์เน็ตนั้น บางอย่างก็เป็นเรื่องจริง บางอย่างก็เป็นของปลอม รวมไปถึงผู้คนที่เขาได้พบได้คุยกันทาง social media บางคนก็เป็นคนดี มีตัวตนอยู่จริง บางคนก็เป็นคนปลอม (เช่น ใช้ชื่อปลอม ประวัติปลอม รูปปลอม) และ บางคนก็เป็นมิจฉาชีพ

ดังนั้นทุกครั้งที่ได้ข้อมูลอะไรมา ลูกควรถามตัวเองให้ดีเสียก่อนว่า สิ่งที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่านมานั้น มันจริงหรือไม่? เมื่อมีคนแปลกหน้ามาขอเพิ่มเป็นเพื่อนใน social media ลูกก็ควรถามตัวเองก่อนว่า คนที่เราเป็นเพื่อนบน social media นั้น ดูแล้วน่าไว้ใจมากหรือน้อยเพียงใด และด้วยความที่ประสบการณ์ในชีวิตของลูกอาจจะยังน้อย คุณพ่อคุณแม่ก็ควรที่จะหาโอกาสสอนลูกด้วยว่า แล้วของจริงของปลอม คนดี คนไม่ดี ในโลกอินเทอร์เน็ตนี่มันจะแยกกันได้อย่างไร

2. ควรสอนให้ลูกมีกฏ กติกา และ มารยาท ในการใช้เทคโนโลยีต่างๆ

เชื่อมั้ยคะว่า สังคมของเราจะสงบสุขได้ก็ต่อเมื่อ ทุกครั้งที่มีเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นในโลกนี้ คนเราก็จำเป็นที่จะต้องพัฒนากฏ กติกา และมารยาทในการใช้สิ่งประดิษฐ์นั้นๆ ตามมาด้วยเสมอ ลองคิดดูสิคะว่าหากเราไม่มีกฏ กติกา ในการขับรถยนต์ ในการโดยสารรถ เรือ เครื่องบิน หรือไม่มีมารยาทในการใช้ ลิฟท์ ใช้บันไดเลื่อน ใช้รถไฟฟ้า สังคมของเรามันจะวุ่นวายสักแค่ไหน

ดังนั้น โทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต เกมออนไลน์ และ social media ก็เช่นกัน ที่คุณพ่อคุณแม่ก็ควรที่จะมีการกำหนดกฏ กติกา และสอนให้ลูกรู้ว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ เหมาะสม หรือ ไม่เหมาะสม เมื่อใช้เทคโนโลยีเหล่านั้น เพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องมาเดือดร้อนทีหลังเนื่องจากไปมีเรื่องมีราวกับใครด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

3. ควรเป็นตัวอย่างที่ดีในการใช้เทคโนโลยีให้ลูกเห็น

ข้อสุดท้ายนี้ ก็เหมือนกับการสอนลูกในประเด็นอื่นๆ ค่ะ ที่หากคุณพ่อคุณแม่เองก็ยังไม่สามารถทำในสิ่งที่อยากให้ลูกทำได้ ลูกเองก็คงที่จะไม่เชื่อถือ และก็อาจจะเป็นที่มาของการต่อต้าน ต่อรองไม่อยากที่จะทำตาม

ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่เองก็ต้องหัดที่จะเป็นคนมีวิจารณญานในการรับข้อมูลข่าวสารต่างๆ รวมไปถึงควบคุมเวลาในการเล่นอินเทอร์เน็ตของตัวเอง และ แบ่งเวลาไปทำกิจกรรมอื่นให้ลูกดูเป็นตัวอย่างด้วยนะคะ เพื่อที่เขาจะได้เห็นว่า…

…คนยุคใหม่ควรที่จะเป็นเจ้านายของเทคโนโลยี ไม่ใช่ให้เทคโนโลยีมาควบคุมเราค่ะ

บทความโดย พญ.พรพิมล นาคพงศ์พันธุ์

แบบประกันชีวิตที่แนะนำ

ประกันเพื่อทุนการศึกษา | iGrow

ประกันเพื่อทุนการศึกษา iGrow เพราะรักไม่ใช่แค่การดูแล

ไอโกรว์ เพราะรักไม่ใช่แค่การดูแล แต่เป็นการสนับสนุนให้เค้าเติบโตอย่างมั่นคง พร้อมความคุ้มครอบอุบัติเหตุ “เฉพาะสำหรับเด็ก” โรคร้ายแรงในเด็ก ค่าชดเชยรายวัน แถมคุ้มครองกรมธรรม์หากเกิดเหตุไม่คาดคิดกับ ”ผู้ปกครอง” และให้เงินก้อนเมื่อครบอายุ 24 ปีเพื่อสนับสนุนการศึกษาของลูกในระดับปริญญาโท

    สิทธิประโยชน์

  • ให้ทุนการศึกษา ปริญญาตรีและปริญญาโท (อายุครบ 24 ปี) รับรองการจ่ายสูงสุดถึง 300% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย
  • ให้ความคุ้มครอง โรคร้ายแรง ในเด็ก 18 โรคและ ค่าชดเชยรายวัน สำหรับเด็กกรณีเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล
  • ให้ความคุ้มครอง อุบัติเหตุเฉพาะสำหรับเด็ก ครอบคลุม ค่ารักษาจากอุบัติเหตุรวมถึง กระดูกแตกหัก

ประกันสุขภาพเด็ก | iChild

"เพราะการปกป้องที่ดีที่สุด คือการปล่อยให้เค้าเรียนรู้"

เหนือกว่าด้วยความคุ้มครองการฉีดวัคซีน การตรวจสุขภาพ สายตา และ ทันตกรรม อีกระดับของความคุ้มครองสุขภาพเด็ก จาก กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต เพื่อให้เจ้าตัวน้อยของคุณ เรียนรู้ได้อย่างเต็มที่ 
โดยที่คุณไม่ต้องกังวลอีกต่อไป

    สิทธิประโยชน์

  • เหนือกว่าด้วยความคุ้มครองการฉีดวัคซีน การตรวจสุขภาพ สายตา และ ทันตกรรม
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก ซึ่งรวมถึง เอ็กซ์เรย์ อัลตร้าซาวนด์ และค่าปรึกษาแพทย์และยา
  • คุ้มครองค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน เบิกได้ไม้จํากัด จํานวนครั้ง เหมาจ่ายตามวงเงินรวมสูงสุดของ แต่ละแผน