3 เทคนิคป้องกันความเจ็บปวดทางการเงินในยุคโควิด

เพื่อน ๆ เคยสังเกตตัวเองไหมครับ เวลาที่เราจ่ายเงินด้วยเงินสด บัตรเครดิต หรือการโอน ความรู้สึกในการจ่ายนั้นจะแตกต่างกันออกไป หากนึกภาพไม่ออกอัศวินขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ แล้วกันนะครับ

กรณีที่เราอยากได้ของชิ้นหนึ่ง ซึ่งมีราคา 5,000 บาท ถ้าเราหยิบแบงค์พันออกมาจำนวน 5 ใบจากกระเป๋า เพื่อจ่ายเงิน เราจะเริ่มมีความรู้สึกเสียดายเงินอย่างชัดเจน ในทางตรงกันข้าม หากเราหยิบบัตรเครดิตมาจ่ายสินค้าชิ้นนั้นในราคาเดิมกลับมีความรู้สึกเสียดายน้อยกว่า แถมยังตัดสินใจซื้อของได้ง่ายกว่าอีกด้วย หลายคนคงสงสัยว่าความรู้สึกเสียดายที่ไม่เท่ากันนี้คืออะไร

อัศวินอยากบอกว่านี่คือภาวะของ Pain of Payment หรือภาวะความเจ็บปวดจากการจ่ายเงินที่ไม่เท่ากัน ซึ่งเกิดจากการทำงานของประสาทสัมผัสที่เราได้เห็นมูลค่าของเงินที่จับต้องได้และรับรู้ว่าเรากำลังจะเสียเงินไป จนเกิดความรู้สึกเสียดายที่จะใช้เงินนั้น บวกกับในเวลานี้ช่องทางการชำระเงินมีความสะดวกสบายมากว่าแต่ก่อน สามารถ รูด โอน และสแกนบนระบบออนไลน์แพลตฟอร์ม ที่ทำให้เราเกิดพฤติกรรมซื้อง่ายจ่ายคล่องจนหลงลืมความเสียดายอย่างที่กล่าวมา และจะไปรู้สึกเจ็บปวดมาก ๆ อีกที ก็ตอนที่ยอดเงินในบัญชีคงเหลือน้อย พร้อมกับยอดบัตรเครดิตจำนวนมากที่มาตามเก็บในช่วงปลายเดือน

ดังนั้น อัศวินจึงอยากมาแนะนำวิธีการบริหารการใช้เงินให้เรามีความเจ็บปวดและเสียดายน้อยที่สุด ถึงแม้ว่าเรายังจำเป็นจะต้องใช้วิธี รูด โอน สแกน กับสินค้าและบริการที่เราจำเป็นต้องใช้อย่างต่อเนื่อง กับการใช้ชีวิตและทำงานอยู่ที่บ้านกับสถานการณ์โควิดในช่วงนี้

1 รูดบัตรแล้วระบม ต้องรู้วงเงินก่อนใช้

อาการก่อนความเจ็บปวดด้านการเงินของการใช้บัตรเครดิตของใครหลายๆ คน คือ การไม่ได้สำรวจวงเงินที่สามารถใช้ได้ ไปพร้อมกับความสามารถในการชำระคืนตามเงื่อนไขของบัตรเครดิต ที่นำเงินในอนาคตมาใช้จ่ายก่อน แล้วค่อยนำไปคืนทีหลังตามระยะเวลาที่กำหนด พร้อมกับการคิดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มในกรณีที่จ่ายช้า

อัศวินคิดว่าหากเราไม่มีความเข้าใจพื้นฐานในการใช้บัตรเครดิต นี่อาจเป็นสัญญาณอันตรายที่เรากำลังจะเจอความเจ็บปวดจากการใช้เงินในอนาคตอันใกล้อย่างรุนแรงได้ วิธีการแก้ไขง่ายมาก คือการทำความเข้าใจวงเงิน เงื่อนไขบัตร และทำบัญชีรายรับและรายจ่าย เพื่อประเมินว่าเราสามารถจ่ายคืนได้เต็มจำนวนในแต่ละครั้งที่จ่ายไปนั่นเอง

2 โอนความเสี่ยง ด้วยการตั้งคำถามถึงความจำเป็น

การโอนเงินเพื่อชำระสินค้าและบริการก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่สะดวกสบาย โดยเฉพาะในยุคที่เราต้องใช้ชีวิตและทำงานที่บ้านจนกลายเป็นกิจวัตรหลักไปแล้ว การโอนเงินค่าอาหาร เครื่องดื่ม และของหวานประจำวันผ่านแอปพลิเคชันจึงเป็นเรื่องปปกติไปโดยปริยาย แต่ข้อควรระวังก็คือการใช้จ่ายที่เคยชินจนเกินไปในแต่ละวัน สามารถค่อย ๆ สั่งสมความเจ็บปวดต่อสภาพคล่องทางการเงินได้ จนทำให้ช่วงเวลาที่เหลือในแต่ละเดือนเกิดความขัดสนและส่งผลต่อสภาพจิตใจในการใช้ชีวิตและการทำงาน

อัศวินเลยอยากแนะนำให้ลองตั้งคำถามก่อนการจ่ายโอนในแต่ละครั้งว่า เงินที่กำลังจะโอนเพื่อแลกกับข้าวของชิ้นนั้นจำเป็นมากน้อยแค่ไหน หรือเกิดจากความเคยชิน คำถามสั้นๆ นี้อาจช่วยระงับความเจ็บปวดทางการเงินในช่วงสิ้นเดือนของทุกๆ คนได้แบบคาดไม่ถึงเลยล่ะ

3 สแกนเงินในอนาคตที่จะต้องหาเพิ่ม

การสแกนเพื่อชำระสินค้าก็เป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมการใช้จ่ายที่กำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเพราะความสะดวกสบายและลดความเสี่ยงต่อการสัมผัส รวมถึงการออกนโยบายตามมาตรการของรัฐเพื่อกระตุ้นให้เราได้ออกมาจับจ่ายใช้สอย แต่การใช้จ่ายในแต่ละครั้งก็ต้องคำนึงถึงความจำเป็นต่อการใช้เงิน มากกว่าเสียดายที่จะไม่ได้ใช้ แม้หลายคนจะบ่นเสียดายกับสิทธิ์ที่ได้มา

แต่สิ่งที่น่าคำนึงมากกว่าการสแกนเงินออก ก็คือการสแกนรายได้ที่เราต้องหาเพิ่มเข้ามาในอนาคตด้วย ว่านอกจากงานประจำที่ไม่มั่นคงในเวลานี้แล้ว เรายังสามารถหารายได้เพิ่มเติมจากช่องทางและวิธีการไหนอีกได้บ้าง เพราะรายจ่ายคงที่กับรายได้ที่ลดลง ก็นับเป็นความเจ็บปวดทางการเงินอีกทางหนึ่ง เพราะฉะนั้นเราควรหาวิธีป้องกันไว้ก่อนย่อมเป็นเรื่องที่ดีนะ

สรุปอาการเจ็บปวดทางการเงิน

จะเห็นได้ว่าความเจ็บปวดทางการเงินนั้นสามารถเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องเห็นเงินสดที่เราจ่ายไปเท่านั้น แต่สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งรูปแบบ รูด โอน สแกน แบบที่เราทำกันอยู่โดยปราศจากการรู้เท่าทันต่อสิทธิ์และเงื่อนไข รวมถึงทักษะการวางแผนทางการเงินก็เป็นที่อัศวินเน้นย้ำเสมอว่าเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นจริง ๆ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเผชิญความเจ็บปวดทางการเงินไม่ว่าจะเป็นลักษณะทางสภาพคล่องหรือโอกาสเกิดหนี้สินโดยไม่จำเป็นก็ตาม

อีกหนึ่งการบริหารความเจ็บปวดทางการเงินให้น้อยที่สุด ก็คือการรักษาต้นทุนให้ดีที่สุด ซึ่งหนีไม่พ้นเรื่องของการดูแลสุขภาพไปพร้อมกับการลงทุนควบคู่กันไปด้วย อัศวินอยากแนะนำ iLink ประกันไฮบริด จากกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต บทบาทใหม่ของประกันชีวิตควบการลงทุน ให้คุณเลือกเพิ่มความคุ้มครองได้ดั่งใจ หลากหลายตามไลฟ์สไตล์ที่เป็นตัวคุณ พร้อมประโยชน์ที่เหนือกว่าด้วย

· การันตีความคุ้มครองต่อเนื่อง 5 ปีแรกแม้มูลค่ารับซื้อหน่วยลงทุนจะไม่เพียงพอ

· จำนวนเงินเอาประกันภัยสูงสุด 280 เท่า*

· ให้ผลประโยชน์สูงสุด 3 ต่อ กรณีเสียชีวิต

· แนบสัญญาเพิ่มเติมโรคร้ายแรงได้ ความคุ้มครองสูงสุด 200%

สนใจติดต่อสอบถามที่ศูนย์ลูกค้าสัมพันธ์ได้ที่ โทร 1159 หรือทางเว็บไซต์ https://ktaxa.live/ilink-cs-21