รู้สึก นอนไม่พอ ตื่นมาก็ไม่สดชื่น รู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา ลุกขึ้นมาแล้วก็ลากตัวเองกลับไปนอนต่อทุกครั้ง ไม่ก็งีบตอนกลางวันอยู่บ่อย ๆ อาการแบบนี้เสี่ยงเป็นเป็นโรค Hypersomnia อยู่หรือเปล่า และโรค Hypersomnia คือ อะไร ? อาการเป็นอย่างไร ? ถ้าเป็นขึ้นมา มีวิธีรักษาให้หายไหม ? บทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรค Hypersomnia ไปพร้อม ๆ กัน
โรค Hypersomnia คืออะไร ?
โรคง่วงนอนมากผิดปกติ หรือโรค Hypersomnia คือ โรคที่ทำให้เกิดอาการขี้เซา ง่วงนอนมากผิดปกติตลอดเวลา รู้สึกนอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ อาการเกิดขึ้นได้ทั้งในช่วงเวลากลางวันและกลางคืน ซึ่งโรคนี้ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมความขี้เกียจ หรือบุคลิกภาพส่วนตัว แต่มักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม หรืออาการเจ็บป่วยทั้งทางกายและทางจิตใจ หากใครมีอาการควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาอย่างถูกวิธี
อาการของโรค Hypersomnia
เรามาดูเช็กลิสต์เหล่านี้กัน ซึ่งหากเรามีอาการผิดปกติเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา
1. มีอาการง่วงอย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ หรือมากกว่า ติดต่อกันเกินเป็นเวลา 3 เดือน โดยไม่สามารถฝืนตัวเองให้ตื่นได้ ทั้ง ๆ ที่นอนหลับ 8 ชั่วโมง หรือนอนเกิน 9 ชั่วโมงขึ้นไป
2. แม้จะนอนหลับเกิน 9 ชั่วโมงต่อวัน แต่ยังรู้สึกว่านอนเท่าไหร่ก็ไม่พอ และมีอาการง่วงซึมหลังจากตื่นนอน
3. มีการงีบหลับหลายครั้งในเวลากลางวัน
4. หลังตื่นนอนในตอนเช้า มีอาการอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น ตื่นยาก และอยากกลับไปนอนอีก หรืองัวเงียมากแม้กระทั้งหลังตื่นจากการงีบหลับในตอนกลางวัน
5. อารมณ์หงุดหงิดง่าย วิตกกังวล หัวสมองไม่ปลอดโปร่ง คิดอะไรไม่ค่อยออก ความจำไม่ดี และในบางรายอาจมีอาการซึมเศร้าปนด้วย
6. บางรายที่อาการค่อนข้างหนัก ในระหว่างการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในสถานการณ์ที่ไม่ควรหลับก็สามารถงีบหลับได้ เช่น ระหว่างอยู่ในวงสนทนา ระหว่างรับประทานอาหาร ระหว่างทำงาน เป็นต้น
สาเหตุของโรค Hypersomnia
เรามาดูสาเหตุ ที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนอนเกินกันบ้าง โดยเราสามารถพบโรค Hypersomnia ได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ที่มีภาวะดังนี้
1. นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอติดต่อกันเป็นเวลานาน และเมื่อมีเวลาหลับพักผ่อน ก็นอนเกินเวลา
2. ฮอร์โมนในร่างกายหรือสารเคมีในสมองหลั่งผิดปกติ จนส่งผลกระทบต่อวงจรการหลับและการตื่น ได้แก่ กรดแกมมา-อะมิโนบิวทิริก (GABA) เมลาโทนิน (Melatonin) ออเร็กซิน (Orexin) โดพามีน (Dopamine) และเซโรโทนิน (Serotonin)
3. นอนกรน หรือมีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ
4. สมองได้รับการกระทบกระเทือน
5. เป็นโรคเกี่ยวกับสมองต่าง ๆ และตัวยาที่เกี่ยวข้อง เช่น โรคซึมเศร้า โรคสมองเสื่อม โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น
6. การใช้ยาบางชนิดมากเกินไปเป็นระยะเวลานาน เช่น ยานอนหลับ ยาคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น
7. การเดินทางไปต่างประเทศ ที่มีช่วงเวลาต่างกันมากบ่อย ๆ ซึ่งทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า Jet lag ที่ทำให้เวลานอนผิดปกติอยู่เสมอ
วิธีป้องกันโรค Hypersomnia
โรค Hypersomnia เมื่อเป็นแล้ว สามารถส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้ป่วยได้ไม่น้อย ทั้งในด้านการทำงาน และการเข้าสังคม รวมถึงยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย โดยเราสามารถดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคนี้ โดยมีวิธีการป้องกันโรค Hypersomnia คือ
1. ควรออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อสร้างออกซิเจนในเลือดให้มากขึ้น ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น และกระปรี้กระเปร่า
2. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่จำกัดปริมาณอาหารที่มีไขมันสูง แป้ง น้ำตาล ให้เหมาะสม ซึ่งอาหารเหล่านี้ทำให้น้ำตาลในเลือดไม่ปกติ ส่งผลให้เราง่วง เหนื่อย ในช่วงที่ระดับน้ำตาลในเลือดตก รวมไปถึงไม่ควรกินอิ่มเกิน หรือกินน้อยจนเกินไป
3. หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม เป็นต้น ในช่วงเย็น เนื่องจากคาเฟอีนจะไปรบกวนวงจรการนอนหลับ ทำให้หลับยากหรือนอนหลับไม่สนิท ซึ่งอาจทำให้อาการง่วงนอนในช่วงกลางวันมากกว่าเดิม นอกจากนี้หลังจากฤทธิ์ของคาเฟอีนหมดลง ผู้ป่วยอาจรู้สึกเหนื่อยล้ามากขึ้นอีกด้วย
4. ควรทำกิจกรรมที่ช่วยปรับร่างกายให้เข้าสู่โหมดการพักผ่อนก่อนนอน เช่น อ่านหนังสือ นั่งสมาธิ เป็นต้น และงดการกินมื้อหนัก 3-4 ชั่วโมงก่อนเข้านอน
5. ควรนอนวันละ 7-8 ชั่วโมง รวมถึงกำหนดตารางเวลาเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นกิจวัตร และทำอย่างต่อเนื่องเป็นประจำวันทุกวันอย่างสม่ำเสมอ
6. หลีกเลี่ยงการนอนกลางวัน หรือควรงีบหลับไม่เกิน 1 ชั่วโมงเท่านั้น เพราะอาจส่งผลให้ตอนกลางคืนนอนไม่หลับ
7. อาบน้ำก่อนนอนเพื่อให้ร่างกายได้รู้สึกสะอาดและผ่อนคลาย โดยอาจจะอาบน้ำอุ่นเพื่อให้กล้ามเนื้อได้มีการผ่อนคลาย
8. จัดห้องนอนให้โปร่ง ระบายอากาศได้ดี รวมถึงคอยดูแลทำความสะอาดห้อง และเตียงนอนอย่างสม่ำเสมอ
9. ฝึกร่างกาย จิตใจ ให้สามารถนอนหลับให้เป็นเวลาด้วยตัวเอง หลีกเลี่ยงการรับประทานยานอนหลับ สำหรับผู้ป่วย Hypersomnia ในบางรายที่มีปัญหานอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิทในตอนกลางคืน อาจต้องใช้ยานอนหลับเพื่อปรับปรุงคุณภาพการนอน แต่หากรับประทานในปริมาณมาก หรือรับประทานเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลเสียทำให้เกิดอาการดื้อยาแล้วต้องเพิ่มปริมาณยามากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ฤทธิ์ยาส่งผลต่อความง่วงนอนในตอนกลางวัน
วิธีรักษาโรค Hypersomnia
เมื่อแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรค Hypersomnia แพทย์จะทำการรักษาด้วย 2 วิธีร่วมกันดังนี้
· การใช้ยา
· ยาที่ช่วยเรื่องการตื่น (Wakefulness-promoting agents) เช่น modafinil (Provigil) armodafinil (Nuvigil) เป็นต้น
· ยากระตุ้นให้ตื่น (Psychostimulants) เช่น methylphenidate (Ritalin, Concerta) โดยยากลุ่มนี้จะมีผลข้างเคียงมากกว่ากลุ่มแรก
· ยากลุ่มต้านเศร้า (SSRI หรือ SNRI) ใช้เพื่อลดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงฉับพลัน (cataplexy), อาการคล้ายผีอำ (sleep paralysis), และอาการประสาทหลอน (Hypnagogic Hallucination)
· ยา Sodium oxybate (Xyrem) ที่ช่วยเรื่องการนอนและลดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงฉับพลัน (Cataplexy)
· การปรับพฤติกรรม
แพทย์จะมีการซักถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการนอนของคนไข้ ซึ่งรวมไปถึงการดูประวัติทางการแพทย์อื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การดูระดับน้ำตาลในเลือด การทำ Sleep test และ การประเมินสุขภาพทางใจร่วมกัน พร้อมแนะนำการปรับอาหาร และพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสมกับคนไข้แต่ละราย พร้อมทำการติดตามผล
สุดท้ายนี้ การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอนั้น เป็นพื้นฐานสำคัญของการดูแลสุขภาพที่ดีในระยะยาว แต่การนอนที่มากเกินไป ย่อมส่งผลเสีย รวมถึงสามารถก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาในภายหลังได้ ซึ่งโรค Hypersomnia คือ โรคเกี่ยวกับการนอนหลับ ที่ไม่ไกลตัวเราเลย ใกล้ตัวมาก ๆ ฉะนั้นหากเราควรเริ่มปรับพฤติกรรมตัวเองใหม่ซะตั้งแต่วันนี้ เพื่อตื่นมารับเช้าวันใหม่ด้วยความสดชื่น และมีสุขภาพที่ดีในทุก ๆ วันกัน
และหากต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ หรือมองหาประกันสุขภาพเพิ่มเติม สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่
https://www.krungthai-axa.co.th/th/products/health-insurance-and-hospital-income/ihealthy-ultra
แหล่งที่มาของข้อมูล
· โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์
· โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล
· โรงพยาบาลสมิติเวช
· โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิ
· โรงพยาบาลรามาธิบดี
· กรุงเทพ สลีป เซ็นเตอร์
· โรงพยาบาลเพชรเวช
