ไม่มีข้อมูล

ค้นหาในทุกหมวด
*โปรดระบุคำค้นหา
26 ตุลาคม 2568

ปวดหัวไมเกรน อาการเป็นแบบไหน ? มาตรวจเช็กกัน

‘ปวดหัวไมเกรน’ เป็นอาการปวดหัวที่ไม่ธรรมดา หากใครที่ปวดหัวตุบ ๆ ข้างเดียว แถมรู้สึกไวต่อแสงและเสียง จนไม่สามารถทำกิจกรรมที่ทำอยู่ต่อไปได้อยู่ล่ะก็ อาจเป็นสัญญาณเตือนของไมเกรนอยู่ก็เป็นได้

‘ไมเกรน’ เป็นอาการปวดหัวที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันไม่มากก็น้อย พบได้บ่อยในคนที่ทำงานหนักหรือมีความเครียดสูง แต่หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นแค่อาการปวดหัวธรรมดา หากปล่อยไว้นานโดยไม่ดูแล อาการปวดอาจรุนแรงขึ้นจนส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ ในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับโรคไมเกรน พร้อมวิธีตรวจเช็กอาการ รวมถึงแนะนำวิธีป้องกันและดูแลตัวเอง เพื่อให้เราห่างไกลจากการปวดไมเกรนที่น่ากวนใจกัน

ไมเกรน คืออะไร ?

ไมเกรน (Migraine) คือ อาการปวดศีรษะเรื้อรังชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากความผิดปกติชั่วคราวของระดับสารเคมีในสมอง และระบบประสาท ส่งผลให้ก้านสมองถูกกระตุ้น ทำให้หลอดเลือดในเยื่อหุ้มสมองมีการบีบ และคลายตัวมากกว่าปกติ จนเกิดอาการปวดหัวตุบ ๆ ข้างเดียว และมักมีอาการอื่นร่วมด้วย โดยอาจมีความรุนแรงตั้งแต่ปานกลางถึงมาก จนไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันตามปกติได้เลย

 

อาการแบบไหนคือปวดไมเกรน

หลายคนอาจสงสัยว่า เราจะแยกแยะความแตกต่างระหว่างอาการปวดไมเกรนกับอาการปวดหัวธรรมดาได้อย่างไร เราลองมาสำรวจและตรวจเช็กกันดูว่า เวลาเราปวดหัว มีอาการของโรคไมเกรนเหล่านี้หรือไม่ โดยอาการปวดไมเกรนสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ระยะดังนี้

·       ระยะที่ 1 ระยะแสดงอาการล่วงหน้า (Prodrome Stage)

ก่อนการปวดไมเกรนจะเริ่มต้นขึ้น ร่างกายอาจส่งสัญญาณเตือนก่อนล่วงหน้า เช่น อารมณ์แปรปรวน ท้องผูก หิว คอแข็ง หาวบ่อย กระหายน้ำ หรือปัสสาวะบ่อย

·       ระยะที่ 2 ระยะส่งสัญญาณเตือน (Aura Stage)

เริ่มมีความผิดปกติในการมองเห็น และมีภาวะตาไวต่อแสง ซึ่งในบางกรณีอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นชั่วขณะ หรือมองเห็นเป็นภาพเบลอไม่ชัด นอกจากนี้หลายคนอาจมีอาการไวต่อกลิ่น และไวต่อการได้ยินเสียงรบกวน หรือในบางรายที่มีอาการรุนแรงอาจไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย และมีอาการชาตามแขนขาได้ โดยอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นเป็นเวลาประมาณ 20 – 60 นาที

·       ระยะที่ 3 ระยะแสดงอาการของโรค (Attack Stage)

ระยะแสดงอาการของโรคที่หลาย ๆ คนคุ้นเคยกันดี นั่นก็คืออาการปวดหัวตุบ ๆ บริเวณศีรษะข้างใดข้างหนึ่ง ในบางรายอาจมีอาการปวดกระบอกตา วิงเวียนศีรษะ และคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย อาการเหล่านี้จะเกิดร่วมกันกับอาการในระยะที่ 2 ต่อเนื่องกันมา โดยกินเวลานานหลายชั่วโมง แต่ไม่เกิน 1 วัน

·       ระยะที่ 4 ระยะหลังแสดงอาการ (Postdrome Stage)

แต่ละคนอาจมีอาการที่แตกต่างกันออกไป โดยส่วนใหญ่หลายคนจะรู้สึกเหนื่อยล้า และสับสนในช่วงวันแรกหลังระยะแสดงอาการจบลง แต่ในบางคนก็รู้สึกสดใสขึ้นทันทีอย่างชัดเจน อย่างไรตาม การเคลื่อนไหวร่างกายโดยฉับพลัน ก็อาจทำให้อาการปวดไมเกรนกำเริบขึ้นมาอีกได้

ทั้งนี้ในผู้ที่มีอาการปวดรุนแรง รวมถึงมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน คอแข็ง สับสน หรือมีอาการผิดปกติของการพูดร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

 

สาเหตุของไมเกรนมีอะไรบ้าง

สาเหตุของการเกิดโรคไมเกรน สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมภายนอก พันธุกรรม และพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ซึ่งล้วนเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวได้ จะมีสาเหตุอะไรบ้างนั้น เรามาดูกัน

  1. แสงแดดจ้า แสงไฟที่สว่างมาก ๆ หรือแสงไฟกระพริบ ส่งผลให้ระบบประสาทตา และสมองส่วนที่ควบคุมการมองเห็นทำงานหนักเกินไป กระตุ้นให้ปวดไมเกรนได้
  2. อยู่ในบริเวณที่มีเสียงดังรบกวนมาก ๆ ทำให้เกิดความเครียดสะสม รวมถึงกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้สมองอยู่ในสภาวะตึงเครียด จนนำไปสู่การปวดไมเกรน
  3. กลิ่นที่รุนแรง เช่น กลิ่นบุหรี่ กลิ่นน้ำมันจากท่อไอเสีย กลิ่นน้ำหอม กลิ่นสารเคมีต่าง ๆ 
  4. อากาศที่ร้อนเกินไป หรืออากาศร้อนชื้น เช่น วันที่มีแดดจัด หรือช่วงเวลาก่อนฝนตก
  5. พันธุกรรม หากเรามีสมาชิกในครอบครัวเป็นไมเกรน ก็มีโอกาสสูงขึ้นที่เราจะเป็นเช่นกัน
  6. ร่างกายมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำ โดยเฉพาะในผู้หญิงที่เป็นประจำเดือน หรือหลังคลอดบุตร
  7. ความเครียด และการพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้การทำงานของร่างกายผิดปกติ ส่งผลให้สารเคมีในสมองขาดสมดุล ทำให้สารเซโรโทนิน ซึ่งเป็นสารที่มีหน้าที่ในการควบคุมอาการปวดหัวลดลง
  8. โรคออฟฟิศซินโดรม ที่เกิดจากการนั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ หรือก้มลงมองมือถือเป็นเวลานาน จนทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอเกิดอาการตึง ก็สามารถกระตุ้นทำให้เกิดไมเกรน ปวดร้าวรอบกระบอกตา คลื่นไส้มึนหัวได้
  9. รับประทานอาหารที่กระตุ้นไมเกรน เช่น ชีส แอลกอฮอล์ ผงชูรส รวมถึงอาหารที่ผสมไนไตรท์ เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน น้ำตาลเทียม เป็นต้น
  10. อดอาหาร หรือรับประทานอาหารไม่เพียงพอ จนระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงทำให้ร่างกายเกิดความเครียด แล้วหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมากระตุ้นการเกิดไมเกรน
  11. การออกกำลังกายอย่างหักโหม หรือทำกิจกรรมที่เคลื่อนไหวร่างกายมากเกินไป ทำให้ความดันในหลอดเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้การเสียเหงื่อจำนวนมากโดยไม่ได้ดื่มน้ำชดเชยให้เพียงพอ อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ จนอาการปวดหัวกำเริบได้

 

ไม่อยากปวดหัวไมเกรนมีวิธีป้องกันและดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง ?

หากไม่อยากปวดไมเกรน จนกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน เราสามารถป้องกันและดูแลตัวเองได้ด้วยวิธีดังต่อไปนี้

  1. หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น เช่น อากาศร้อน แสงสว่างจ้า เสียงดัง หรือกลิ่นที่รุนแรง
  2. จัดการความเครียด ให้ร่างกายได้ผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ โยคะ หรือทำกิจกรรมที่ชอบ
  3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย และช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต
  4. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ร่างกายจะได้มีเวลาซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ รวมถึงปรับสมดุลการทำงานของร่างกายให้เป็นไปตามปกติ
  5. ดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ ซึ่งอาจกระตุ้นอาการไมเกรนได้
  6. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่กระตุ้นไมเกรน เช่น ชีส แอลกอฮอล์ ชา กาแฟ ไส้กรอก แฮม เบคอน เป็นต้น
  7. คอยจดบันทึกอาการ เพื่อหาสาเหตุหรือปัจจัยที่กระตุ้นอาการปวดไมเกรนเฉพาะตัวของเรา
  8. ปรึกษาแพทย์ หากอาการรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสม

 

ว่าด้วยเรื่องของอาหารกับไมเกรน

รู้หรือไม่ อาหารที่เรารับประทานอยู่เป็นประจำนั้น อาจมีสารเคมีที่ไปกระตุ้นสมอง หรือทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเปลี่ยนแปลง จนส่งผลให้ไมเกรนกำเริบได้ เรามาดูกันว่าอาหารประเภทไหนที่ควรหลีกเลี่ยง และอาหารประเภทไหนที่ช่วยป้องกันอาการปวดไมเกรนได้ เพื่อที่เราจะสามารถดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคไมเกรน ด้วยการเลือกรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม 

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง

  1. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะ ไวน์แดง ซึ่งมีสารไทรามีน (Tyramine) ที่เมื่อกินแล้วจะส่งผลให้ระดับสารเซโรโทนินในสมองลดลง ทำให้ไมเกรนกำเริบได้
  2. ชาและกาแฟ มีสารคาเฟอีน ที่ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งผู้ปวดไมเกรนจะมีความไวต่อสารคาเฟอีนนี้
  3. เนยแข็งและชีส มีสารไทรามีน (Tyramine) เป็นส่วนประกอบ จึงส่งผลให้ผู้ป่วยที่มีความไวต่อสารนี้เกิดอาการปวดหัวได้ง่าย
  4. เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น เบคอน ไส้กรอก แฮม ที่แสนจะอร่อย มีสารกันบูด อย่างไนเตรตและไนไตรท์ (Nitrate-Nitrite) ที่สามารถกระตุ้นทำให้เกิดอาการปวดหัวได้
  5. กล้วยและผลไม้ตระกูลซีตรัส อย่างส้มและมะนาว มีส่วนประกอบของสารไทรามีน (Tyramine) และฮีสตามีน (Histamine) ที่ส่งผลให้เกิดอาการปวดหัว

อาหารที่ช่วยป้องกันการ ปวดหัวไมเกรน

  1. แซลมอน มีกรดไขมันโอเมก้า 3 และวิตามินบี 2 (ไลโบฟลาวิน) ซึ่งเป็นสารอาหารที่สามารถช่วยป้องกันอาการปวดไมเกรนได้เป็นอย่างดี
  2. กุ้ง อาหารอีกหนึ่งชนิดที่ช่วยต้านไมเกรนได้ดี เพราะมีสารแอสตาแซนทิน (Astaxanthin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่นอกจากจะช่วยต้านการอักเสบแล้ว ยังสามารถช่วยลดอาการปวดหัวได้อีกด้วย
  3. เครื่องในสัตว์ มีโคเอนไซม์ คิว 10 (Coenzyme Q10) ที่ช่วยรับมือกับไมเกรนได้
  4. น้ำเปล่า หากดื่มน้ำไม่เพียงพออาจทำให้ร่างกายเกิดอาการขาดน้ำ แล้วกระตุ้นให้เกิดไมเกรนได้
  5. แครอทและมันเทศ มีเบต้าแครอทีน (Beta-Carotene) ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบของร่างกาย

 

สุดท้ายนี้ สุขภาพที่ดีนั้นเริ่มต้นจากความใส่ใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เรามอบให้กับตัวเอง เมื่อเราเข้าใจ และรู้เท่าทันโรคไมเกรนแล้ว ก็อย่าลืมที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิต เพื่อหลีกเลี่ยงปัจจัยต่าง ๆ ที่เป็นตัวกระตุ้นโรค รวมถึงเลือกรับประทานอาหารที่ช่วยป้องกันอาการ ปวดหัวไมเกรน ก็จะช่วยให้คุณสามารถรับมือกับโรคนี้ได้ดีขึ้น และสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติและมีความสุข สำหรับลูกค้ากรุงไทย-แอกซ่าประกันชีวิต ที่สนใจในการดูแลสุขภาพสามารถอ่านบทความด้านสุขภาพอื่น ๆ ได้ที่ https://www.krungthai-axa.co.th/th/health-advisories

หากสนใจผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพโดยกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.krungthai-axa.co.th/th/products/health-insurance-and-hospital-income/ihealthy-ultra

 

แหล่งที่มาของข้อมูล

·       โรงพยาบาลพระรามเก้า

https://bit.ly/4109a5Q

·       โรงพยาบาลเมดพาร์ค

https://bit.ly/3ZfrJk6

·       โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

https://bit.ly/4i9eVnW

·       โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

https://bit.ly/3CLAtGR

·       โรงพยาบาลพญาไท

https://bit.ly/4i0Dq6N

·       ร้านฟาสซิโน

https://bit.ly/3ANBg9S

https://www.phyathai.com/th/article/1658-7_อาหารนี้___มีส่วนกระตุ้น

 

บทความสุขภาพที่สำคัญ