ท้องเสีย ถ่ายเหลว ปวดท้อง อาการเหล่านี้อาจเป็นแค่ผลข้างเคียงจากภาวะอาหารไม่ย่อย แต่หากเกิดขึ้นบ่อย ๆ ร่วมกับอาการอื่น อาจเป็นสัญญาณเตือนของ โรคลำไส้อักเสบ ที่ส่งผลกระทบ ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ บทความนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับ โรคลำไส้อักเสบ ว่ามันคืออะไร แล้วโรคลำไส้อักเสบ อาการ 3 อย่างสำคัญ ที่บ่งบอกถึงความเสี่ยงของการเป็นโรคนั้นมีอะไรบ้าง เพื่อให้คุณรู้ทัน แล้วสามารถรีบพบแพทย์ เพื่อรักษาได้ทันท่วงที
ทำความรู้จักกับโรคลำไส้อักเสบ
โรคลำไส้อักเสบ (Ulcerative Colitis, UC) คือ โรคระบบทางเดินอาหารอักเสบ (Inflammatory Bowel Disease, IBD) ชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากการอักเสบของเยื่อบุผนังลำไส้ใหญ่ ทำให้มีแผลและเลือดออกที่ผนังลำไส้ใหญ่ ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ ลำไส้บีบตัวเร็วขึ้น โดยส่วนมากมักเกิดแบบเฉียบพลัน ซึ่งอาการเริ่มแรกของโรคจะรุนแรง แต่สามารถทุเลาลงได้อย่างรวดเร็ว โดยอาจได้รับการรักษาเพียงเล็กน้อย หรือไม่ได้รับการรักษาเลย จึงไม่ถือเป็นโรคร้ายแรงแต่อย่างใด และไม่ได้เป็นโรคติดต่อ แต่ในผู้ป่วยบางราย ที่ปล่อยอาการทิ้งไว้จนเรื้อรัง โดยไม่ได้เข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง อาการอาจทวีความรุนแรงขึ้น และมีความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ ติดเชื้อในกระแสเลือดหรืออวัยวะส่วนอื่น ๆ ในร่างกาย จนทำให้ถึงขั้นเสียชีวิตได้
3 อาการ สัญญาณเตือนโรคลำไส้อักเสบ
เรามาสังเกตตัวเองกันดูว่า เรากำลังเผชิญกับโรคลำไส้อักเสบ อาการ 3 อย่างสำคัญ ที่เป็นสัญญาณเตือนของโรคลำไส้อักเสบอยู่หรือไม่
- ท้องเสียเรื้อรัง เป็นเวลานานเกิน 1 สัปดาห์ มีอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำ และอาจมีมูกเลือดปนในอุจจาระ
- ท้องร่วงเฉียบพลัน ถ่ายวันละ 10-20 ครั้ง
- ปวดเกร็งช่องท้องเป็นพัก ๆ ท้องอืด ท้องเฟ้อ รวมถึง คลื่นไส้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และอาเจียน
หากมีอาการผิดปกติตรงตามที่กล่าวไปด้านบน แนะนำให้รีบไปพบแพทย์ทันที
สาเหตุของการเกิดโรคลำไส้อักเสบ
เรามาดูกันว่าปัจจัยที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคลำไส้อักเสบมีอะไรบ้าง ? เพื่อที่เราจะได้รู้เท่าทัน และหาวิธีป้องกันให้ห่างไกลจากโรคนี้
- ติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือปรสิต
เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะเชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella) และเชื้ออีโคไล (Escherichia coli ,E. coli) ที่ปนเปื้อนมาในอาหารหรือน้ำ
- ยาปฏิชีวนะ
เกิดจากเชื้อแบคทีเรียคลอสทริดิออยดีส์ ดิฟฟิไซล์ (Clostridioides difficile, C.diff) ที่อาศัยอยู่ในลําไส้ เมื่อได้รับยาปฏิชีวนะบางชนิด แบคทีเรียอื่น ๆ ที่เป็นตัวควบคุมประชากรแบคทีเรีย C.diff อาจตายลง ทําให้แบคทีเรีย C. diff เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อให้เกิดโรคลำไส้อักเสบ
- ภูมิแพ้
เกิดจากการแพ้น้ำตาลแลคโทส (Lactose) หรือแพ้ถั่วเหลืองจากอาหารที่รับประทาน
- โรคโครห์น (Crohn’s)
เป็นโรคภูมิแพ้ตัวเอง ซึ่งเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม ร่วมกับการกระตุ้นจากสิ่งแวดล้อม โดยผู้ป่วยในกลุ่มนี้อาจมีอาการแสดงตามอวัยวะต่าง ๆ นอกเหนือจากลำไส้ได้ เช่น ผื่น ปวดข้อ หรือ เยื่อบุตาอักเสบ เป็นต้น
- ลำไส้ใหญ่ขาดเลือด
เกิดขึ้นจากการที่เลือดไปหล่อเลี้ยงลำไส้ไม่เพียงพอ เนื่องจากภาวะอุดตันของเส้นเลือด ลิ่มเลือดอุดตัน หลอดเลือดโป่งพอง ไปจนถึงผนังหลอดเลือดเป็นคราบแข็งหนาจนหลอดเลือดตีบ
- รังสีรักษา
เป็นอาการข้างเคียงชั่วคราวจากการฉายรังสีเพื่อรักษามะเร็ง
- การผ่าตัด
เกิดจากการผ่าตัด ให้เกิดช่องเปิดของลำไส้ใหญ่ ออกมาภายนอกร่างกาย เพื่อไม่ให้อุจจาระผ่านไปยังบริเวณที่มีพยาธิสภาพ
การตรวจวินิจฉัยและการรักษา
เมื่อเราสงสัยว่าตัวเองอาจกำลังเป็นโรคลำไส้อักเสบ เมื่อไปพบแพทย์ ส่วนใหญ่แพทย์จะทำการวินิจฉัยและให้การรักษาดังนี้
การตรวจวินิจฉัย
- ซักประวัติและตรวจร่างกาย
- ตรวจเลือด
- ตรวจอุจจาระ
- ตรวจค่าเกลือแร่ เพื่อดูภาวะขาดน้ำ
- ตรวจวินิจฉัยด้วยภาพเอกซเรย์
- ส่องกล้องตรวจทางเดินอาหาร และลําไส้ใหญ่
การรักษา
- รักษาตามอาการ การปฐมพยาบาลตัวเองเบื้องต้น เช่น การดื่มเกลือแร่ทดแทนแร่ธาตุที่ร่างกายเสียไป ทั้งแบบ เกลือแร่หลัก (Macro Minerals) คือ กลุ่มของแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการมากกว่า 100 มิลลิกรัมขึ้นไป เช่น แคลเซียม โซเดียม และ เกลือแร่รอง (Trace Minerals) กลุ่มของแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการน้อยกว่า 100 มิลลิกรัม เช่น เหล็ก สังกะสี ไอโอดีน เป็นต้น โดยรักษาตามสาเหตุที่ทำให้เกิดลำไส้อักเสบ เช่น การให้น้ำเกลือ การใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านไวรัสในกรณีที่มีการติดเชื้อ ให้ยาต้านการอักเสบในกลุ่มผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เป็นต้น
- ผ่าตัด ในผู้ป่วยบางรายที่เป็นโรค ลำไส้อักเสบ อาการ รุนแรง อาจต้องได้รับการผ่าตัด เพื่อรักษาภาวะแทรกซ้อนจากลำไส้อักเสบ เช่น ลำไส้อักเสบหรือขาดเลือดรุนแรง จนเกิดภาวะลำไส้เน่า หรือลำไส้อุดตัน การหยุดเลือดที่ออกในลำไส้ชนิดรุนแรง เป็นต้น
วิธีดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคลำไส้อักเสบ
โรคลำไส้อักเสบส่วนใหญ่มักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้ป่วย โดยเฉพาะพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ดังนั้น วิธีการแก้ไขที่ง่ายที่สุดคือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตใหม่ โดยสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้
- รับประทานอาหารที่ปรุงสุก สะอาด ถูกสุขอนามัยเสมอ
- ล้างมือทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ
- ล้างเนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ให้สะอาดก่อนนำไปประกอบอาหารเสมอ
- รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
- ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร
- รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูงเพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี เช่น ผักและผลไม้ต่าง ๆ ข้าวกล้อง ถั่ว เป็นต้น
- รับประทานอาหารที่ช่วยเพิ่มจุลินทรีย์โพรไบโอติกส์ (Probiotic) เพื่อรักษาสมดุลลำไส้ เช่น โยเกิร์ต เป็นต้น
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูง
- หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารรสจัดและอาหารไขมันสูง
- ควรออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อสุขภาพโดยรวมที่ดี
11. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 7-8 ชั่วโมงเพื่อรักษาภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ
- หาวิธีการผ่อนคลายตัวเองเพื่อจัดการกับความเครียด เพราะความเครียดส่งผลโดยตรงต่อระบบภูมิคุ้มกันและเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคลำไส้อักเสบ
- ควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี
จะเห็นได้ว่าโรคลำไส้อักเสบ อาการเป็นอย่างไรนั้น สังเกตได้ไม่ยากเลย และหากสงสัยว่าตัวเองกำลังเป็นโรคนี้อยู่ ให้รีบไปพบแพทย์ไว้ อุ่นใจกว่า แล้วก็อย่าลืมค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตามที่ได้แนะนำไป เพื่อสุขภาพโดยรวมที่ดี ห่างไกลจากโรคลำไส้อักเสบและโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ สำหรับลูกค้ากรุงไทย-แอกซ่าประกันชีวิต ที่สนใจในการดูแลสุขภาพสามารถอ่านบทความด้านสุขภาพอื่น ๆ ได้ที่ https://www.krungthai-axa.co.th/th/health-advisories
หากสนใจผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพโดยกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ให้ความคุ้มครองค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยนอก (OPD) และผู้ป่วยใน (IPD) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.krungthai-axa.co.th/th/products/health-insurance-and-hospital-income/ihealthy-ultra
แหล่งที่มาของข้อมูล
· โรงพยาบาลนครธน
· โรงพยาบาลเปาโล พระประแดง
· โรงพยาบาลเพชรเวช
· โรงพยาบาลเมดพาร์ค
