ไม่มีข้อมูล

ค้นหาในทุกหมวด
*โปรดระบุคำค้นหา
18 กุมภาพันธ์ 2567

แม้โควิดจะหมดไปก็ยังต้องใส่หน้ากาก เพราะฝุ่นละออง PM2.5 ยังทำร้ายเราได้

ถึงแม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 จะดีขึ้นและหลายคนก็เริ่มไม่ใส่หน้ากากอนามัย แต่อย่าลืมว่า นอกจากไวรัสที่เรามองไม่เห็นแล้ว ยังมีฝุ่น PM2.5 ที่เรามองไม่เห็นปนเปื้อนและลอยอยู่ในอากาศ ซึ่งการสวมหน้ากากอนามัยนอกจากจะป้องกันโรคติดเชื้อทางเดินหายใจต่าง ๆ แล้วยังป้องกันฝุ่นได้ด้วย เพราะฝุ่นละอองขนาดเล็กนั้นสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพของเรา วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกับฝุ่น PM2.5 กัน ว่าเกิดจากอะไร ส่งผลเสียต่อเราอย่างไรได้บ้าง

มารู้จักกับฝุ่น PM2.5

                  ฝุ่น PM2.5 คือ ฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือขนาดประมาณ 1 ใน 25 ของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ลอยอยู่ในอากาศผสมปนไปกับไอน้ำ ควัน และก๊าซต่าง ๆ ซึ่งฝุ่น PM2.5 เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะสามารถเดินทางผ่านทางเดินหายใจสู่ปอดและกระแสเลือดได้ เพิ่มโอกาสในการเป็นโรคหัวใจ โรคทางเดินหายใจ สมองและอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย

มลพิษ PM2.5 เกิดจากอะไร

·       กิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น การสูบบุหรี่ ควัน หมูกระทะ อาหารปิ้งย่าง จุดธูป และอื่น ๆ

·       ไฟป่าและการเผาป่า - การเผาทำให้เกิดควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่เกิดจากการเผาพืชกิ่งไม้ ใบไม้ หญ้าในป่า

·       การก่อสร้างโครงการต่าง ๆ เช่น อาคาร ตึกสูง ที่อยู่อาศัย การสร้างรถไฟฟ้า รวมถึงการขุดเจาะถนน

·       อุตสาหกรรมและการผลิตไฟฟ้า - การเผาปิโตรเลียมและถ่านหินเพื่อเป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม ก่อให้เกิดควันพิษจากการเผาไหม้ เช่น ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์

·       การคมนาคม – การใช้รถใช้ถนนสัญจร ควันดำที่เกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ของเครื่องยนต์ ก็เป็นหนึ่งสาเหตุใหญ่ในการก่อให้เกิด PM2.5

ทำไม PM2.5 ถึงมาช่วงฤดูหนาว?

                  ปกติฝุ่น PM2.5 จะมีความเข้มข้นและรุนแรงในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูแล้ง ตั้งแต่ธันวาคมจนถึงเมษายน เพราะมีสภาพอากาศที่แห้งและอุณหภูมิลดลง ซึ่งความชื้นในอากาศต่ำทำให้การไหลเวียนถ่ายเทของอากาศไม่ดี ส่งผลให้ฝุ่น ควัน สารพิษต่าง ๆ ในบรรยากาศสูงขึ้น ทำให้เกิดการสะสมของฝุ่นละอองได้ง่าย ส่วนหน้าฝนที่หลาย ๆ คนอาจจะเข้าใจผิดว่าฝุ่นโดนชะล้างด้วยน้ำฝนแล้ว ฝุ่นจะหายไป แต่จริง ๆ แล้วกระแสลมก่อนที่ฝนจะตกนั้นทำให้ฝุ่นแตกละอองเล็กลงและกระจายตัวได้ดีกว่าเดิม

อันตรายจาก PM2.5

ปัญหาจากฝุ่น PM2.5 นั้นเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ไม่สามารถควบคุม่ได้ ด้วยความที่ละอองฝุ่นมีขนาดเล็กมากเมื่อเข้าสู่ร่างกายสามารถเข้าสู่ทางเดินหายใจไปถึงปอด เข้าไปในถุงลมฝอย ซึมผ่านกระแสเลือด ไปรบกวนการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ  ส่งผลให้สุขภาพของเราแย่ลงและก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ อย่างเช่น โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคมะเร็งปอด โดยร่างกายจะมีสัญญาณว่าเราได้รับอันตรายจาก PM2.5 โดยมีอาการดังต่อไปนี้

·       แสบตา ตาแดง ระคายเคืองตา ใต้ตามีสีคล้ำขึ้น

·       ผิวหนังระคายเคืองเป็นผื่น

·       ระคายเคืองในโพรงจมูก ไอจาม มีน้ำมูกสีใส อึดอัดแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก

 

ในช่วงแรกหลังจากที่ได้รับฝุ่น PM2.5 ร่างกายอาจจะยังไม่แสดงอาการชัดเจน แต่เมื่อได้รับและสะสมในร่างกายเป็นระยะเวลานาน อาจเกิดผลกระทบต่าง ๆ ต่อร่างกาย เช่น ทำให้เกิดการอักเสบในร่างกาย ทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์จนกลายเป็นเซลล์มะเร็ง รวมถึงกระตุ้นโรคเดิมที่เป็นอยู่ให้มีอาการเจ็บป่วยรุนแรงมากขึ้น โดยทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ดังนี้

·       โรคระบบทางเดินหายใจ ด้วยขนาดของฝุ่นที่เล็กมาก ๆ จึงสามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้ง่าย อาจทำให้เกิดอาการโพรงจมูกอักเสบ ติดเชื้อในกล่องเสียงและหลอดลมอักเสบ หอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ปอดอักเสบ เป็นต้น

·       โรคของระบบหัวใจและหลอดเลือด เมื่อฝุ่นถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด จะทำให้เลือดมีความเข้มข้นมากขึ้น ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจตาย หัวใจเต้นผิดจังหวะ หัวใจล้มเหลว ความดันโลหิตสูง หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบ หลอดเลือดดำอุดตัน เป็นต้น

·       โรคผิวหนัง เมื่อฝุ่นสัมผัสกับผิวหนัง จะทำให้เกิดริ้วรอย ผิวหมองคล้ำ จุดด่างดำ และสามารถทำให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบ และโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้

·       โรคที่เกี่ยวกับระบบประสาทและสมอง ฝุ่น PM2.5 สามารถซึมผ่านกระแสเลือดสามารถก่อให้เกิดสารอักเสบเรื้อรังซึ่งสามารถซึมผ่านเข้าสมองได้ นอกจากนี้ตัวฝุ่นเองยังสามารถตรงเข้าสู่สมองผ่านเส้นประสานรับกลิ่นที่อยู่เหนือโพรงจมูก ส่งผลให้เกิดโรคทางสมองต่าง ๆ ตามมา หากเกิดขึ้นกับเด็กจะทำให้พัฒนาการช้ากว่าปกติ โดยจะมีปัญหาเกี่ยวกับการตอบสนองต่อการได้ยิน การเคลื่อนไหว การมองเห็น การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น หากเกิดขึ้นกับผู้ใหญ่อาจทำให้เกิดโรคสมองเสื่อม โรคหลอดเลือดสมองตีบและหลอดเลือดสมองแตก โรคพาร์กินสัน ไมเกรน เป็นต้น

·       โรคเยื่อบุตาอักเสบ ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรียจากมลพิษในอากาศ ส่งผลให้เกิดการระคายเคือง อักเสบ ตาแห้ง ตาแดง แสบตา คันตา

กลุ่มเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบจาก PM2.5 มากกว่าคนทั่วไป

ทุกคนล้วนมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ดังนั้นการสวมหน้ากากอนามัยจึงเป็นการป้องกันไว้ก่อน โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงต้องระมัดระวังมากกว่าปกติ โดยกลุ่มเสี่ยง มีดังต่อไปนี้

·       ผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป

·       ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด โรคถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

·       เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 10 ปี เพราะว่าเด็กมีระบบภูมิคุ้มกันที่น้อยกว่าผู้ใหญ่ และอวัยวะต่าง ๆ กำลังพัฒนาหากได้รับสารพิษจากฝุ่นผ่านทางเดินหายใจและเลือดจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตและอวัยวะต่าง ๆ ของเด็กด้วย

·       สตรีมีครรภ์ จากหลาย ๆ งานวิจัยพบว่า หญิงตั้งครรภ์ที่สูดดมพิษฝุ่น PM2.5 เป็นจำนวนมากนั้น จะส่งผลต่อสุขภาพเด็กในครรภ์ เสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนด เกิดโรคหัวใจ พิการ หอบหืด ทำให้เด็กมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ รวมถึงการแท้ง

วิธีการป้องกันและดูแลตัวเอง

·       สวมหน้ากากป้องกันฝุ่น N95 หรือหน้ากากอนามัย 2 ชั้น เพื่อประสิทธิภาพในการกรองฝุ่น

·       หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับฝุ่นละออง สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องออกไปข้างนอก และหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่มีฝุ่นละอองสูงรวมถึงพื้นที่ที่มีความเสี่ยง เช่น นิคมอุตสาหกรรม ถนนที่มีการจราจรติดขัด ทุ่งหญ้าที่เพิ่งถูกเผา และพื้นที่อื่น ๆ

·       ติดตามค่าดัชนีคุณภาพอากาศอย่างใกล้ชิด โดยข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษระบุว่า ดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) จะคิดจากค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง โดยจะต้องไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร หากเกินจากนี้ถือว่าเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

·       ลดการเปิดปิดประตูและหน้าต่างเพื่อป้องกันฝุ่นเข้าสู่อาคาร โดยเฉพาะอาคารที่มีการเข้าออกของผู้คนบ่อยครั้ง การใช้เครื่องฟอกอากาศในที่ทำงานหรือที่อยู่อาศัย เช่น สำนักงาน ห้องนอน หรือห้องนั่งเล่นก็สามารถช่วยลดปริมาณฝุ่นได้ นอกจากเครื่องฟอกอากาศจะช่วยกรองฝุ่นละอองแล้ว ยังช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ได้อีกด้วย

·       หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้คุณภาพอากาศภายในพื้นที่แย่ลง เช่น สูบบุหรี่ การจุดเทียนหรือธูป การปิ้งย่างหรือการใช้ฟืนในการประกอบอาหาร

·       ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ (กรมอนามัยแนะนำให้ดื่มน้ำสะอาดวันละ 8-10 แก้ว) จะช่วยให้ทางเดินหายใจมีความชุ่มชื้นและชะล้างสารพิษ

·       ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง

·       ชำระล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ Normal Saline ที่มีความเข้มข้นของน้ำเกลือ 0.9% เพื่อล้างฝุ่นควัน สารก่อภูมิแพ้ บรรเทาอาการต่าง ๆ จากการได้รับฝุ่นและช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น

การใส่หน้ากากอนามัยก็ยังมีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตประจำวัน นอกจากป้องกัน COVID-19 แล้ว ยังช่วยป้องกันฝุ่น PM2.5 อีกด้วย การดูแลตนเองให้มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ก็เป็นวิธีที่ช่วยป้องกันโรคและลดการเจ็บป่วย แต่หากพบอาการที่เกิดจากมลพิษ PM2.5 เช่น หายใจลำบาก แสบจมูก แน่นหน้าอก หรือไอรุนแรงผิดปกติควรรีบพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที สำหรับลูกค้ากรุงไทย-แอกซ่าประกันชีวิต ที่สนใจในการดูแลสุขภาพสามารถอ่านบทความด้านสุขภาพอื่น ๆ ได้ที่ https://www.krungthai-axa.co.th/th/health-advisories

ตรวจสอบความถูกต้องของบทความโดย
นพ.ศิวัตม์ ล้วนรักษา
ศัลยแพทย์ตกแต่ง
SLC Hospital

 

แหล่งที่มาของข้อมูล

·       โรงพยาบาลสมิติเวช

https://bit.ly/3rU49MS

·       โรงพยาบาลไทยนครินทร์

https://bit.ly/3ZWcrAF

·       โรงพยาบาลพญาไท

https://bit.ly/3M2uT4A

·       โรงพยาบาลศิครินทร์

https://bit.ly/3rWLaRY

·       โรงพยาบาลกรุงเทพ

https://bit.ly/3M58DqX

·       กรมควบคุมมลพิษ

https://bit.ly/3QlWH6Q

·       กระทรวงสาธารณสุข

https://bitly.ws/XC7E

บทความสุขภาพที่สำคัญ